about contact links
TALA logo    
news & events membership web board professional resource licence newsletter & article store
 

สวนหลังน้ำลด Landscape after flood
(การฟื้นฟูภูมิทัศน์หลังน้ำท่วม โดยนายชญา ปัญญาสุข)

ก่อนเข้า Site (สถานที่)

ในการเข้าฟื้นฟูสวนหรือภูมิทัศน์หลังน้ำลดมีหลักการขั้นต้นเช่นเดียวกับการเข้าฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนสิ่งสำคัญที่สุด คือ "ความปลอดภัย" เราต้องทราบวิธีการป้องกันตัวจากอันตราย และจัดเตรียมทั้งเครื่องมือ/อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยและเพื่อการฟื้นฟูให้ครบถ้วนที่สุด และก่อนเข้าพื้นที่ต้องตรวจสอบข้อมูลให้แม่นยำและวางแผนไว้ก่อน เริ่มแต่การเดินทาง จนถึงก่อนเข้า Site และการสำรวจตรวจสอบภายใน Site ตามรายการดังต่อไปนี้

เส้นทาง สำรวจเส้นทางไปยัง Site คำนึงถึง ระดับน้ำ สภาพถนน สภาพการจราจร
สภาพพื้นที่ สภาพกายภาพของ Site และบริเวณโดยรอบ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย
น้ำ ระดับน้ำ ความเน่าเสีย หรือมลพิษ
สัตว์ ให้ระมัดระวังมีสัตว์มีอันตราย
เชื้อโรค ให้ระมัดระวังเชื้อโรคที่มากับน้ำ และอากาศ เช่น บัคเตรี ปาราสิต และเชื้อรา ต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้า/ถุงมือยาง หน้ากากกันเชื้อ N95 และแว่นป้องกันตาในกรณีสกปรกมาก
ไฟฟ้า โดยเฉพาะพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังเพราะอาจมีอันตรายจากไฟรั่วอยู่อีก แต่หากน้ำลดแล้วควรฟื้นฟูระบบไฟฟ้าเป็นอันดับแรกๆ เพราะใช้สำหรับงานฟื้นฟูสวน
ระบบระบายน้ำ ตรวจสอบระดับน้ำว่าลดลงไปเพียงใด และปรับปรุงขุดลอกระบบระบายน้ำให้กลับมาใช้งานได้เพื่อเตรียมการ
ระบบประปา ส่วนใหญ่สถานที่ที่ใช้ถังเก็บน้ำและเครื่องสูบน้ำ ตรวจสอบว่ายังใช้ได้หรือไม่ เพราะน้ำสะอาดมีความจำเป็นมากในการฟื้นฟู
การกำจัดขยะ เป็นปัญหาใหญ่สำหรับพื้นที่ประสบภัยทุกแห่ง ต้องพิจาณาถึง การแยกขยะเน่าเสีย ขยะไม่ย่อยสลาย ขยะมีพิษ ต้องมีพื้นที่กองขยะและประสานกับหน่วยงานรัฐเพื่อเตรียมการขนย้ายไปทิ้ง
สภาพสังคม ภัยพิบัติทำให้ผู้คนอยู่ในภาวะกดดัน อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจที่เสียหายอาจทำให้มีโอกาสเกิดอาชญากรรมมากขึ้นด้วย
เงินทุน สำรวจและประเมินงบประมาณที่จะใช้ในการฟื้นฟูให้เหมาะสม ติดตามข่าวสารเพื่อการรับความช่วยเหลือจากรัฐ และวางแผนหาแหล่งทุนอื่นถ้าจำเป็น

ภายใน Site

เมื่อเข้าถึง Siteได้แล้วให้สำรวจและประเมินความเสียหายของภูมิทัศน์ เริ่มจากระบบระบายน้ำสาธารณะหากเริ่มสามารถระบายได้แล้วจึงเริ่มสำรวจระดับน้ำที่ยังเหลืออยู่ในภูมิทัศน์ โดยให้สังเกตความชื้นของผิวดิน อาจขุดหลุมในจุดที่ต่ำที่สุดในสนามกว้างประมาณ ๕๐ ซม.ลึก ๕๐-๑๐๐ ซม.แล้วสังเกตน้ำใต้ดินที่เอ่อขึ้นมา หากระดับน้ำสูงแสดงว่ามีน้ำหลงเหลือในดินอยู่มากให้ถ่ายน้ำออกโดยการสูบหรือตักวิดจนแห้ง ทั้งนี้ต้องป้องกันไม่ให้น้ำจากพื้นที่ภายนอกไหลมาเติมด้วย

หมวดที่ ๑ ต้นไม้และดิน

ไม้ต้น (TREE)
TREE = ไม้ต้น หรือ ต้นไม้ใหญ่ แต่ไม่ใช่ไม้ยืนต้น (perennial plant) ในสวนที่ถูกน้ำท่วมโดยเฉพาะที่ท่วมขังนาน ไม้ต้นมีโอกาสรอดมากกว่าต้นไม้อื่นแม้แต่ต้นไม้น้ำ อย่างไรก็ตามไม้ต้นแต่ละชนิดก็มีความอดทนแต่น้ำท่วมไม่เท่ากัน ไม้พื้นถิ่นที่มีต้นกำเนิดในที่ลุ่มภาคกลางโดยเฉพาะไม้ชายน้ำย่อมมีความอดทนมากกว่าไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือป่าดิบเขา จะมีข้อยกเว้นก็เป็นส่วนน้อย นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นอีก เช่น สภาพของน้ำท่วมถ้าหากเป็นน้ำไหลผ่านต้นไม้ก็มีโอกาสรอดสูงกว่า หรือไม้ต้นสมบูรณ์จะมีอาหารสะสมอยู่มากมีโอกาสรอดสูง และไม้ที่มีอายุจะมีรากที่แข็งแรงกว่าสามารถทนน้ำท่วมได้มากกว่าต้นไม้ที่ยังไม่เต็มที่ แต่ขณะเดียว กันต้นไม้ที่แก่แล้วอาจอ่อนแอจนไม่มีพลังเหลือที่จะฟื้นกลับมาสมบูรณ์ได้อีก หรือไม้ต้นที่มีขนาดใหญ่มากมากการฟื้นฟูจะทำได้ยากและมักไม่ค่อยได้ผลต้องพิจารณาเป็นรายรายไป โดยทำดังนี้

  1. ทำความสะอาด ก่อนอื่นต้องทำความสะอาดเก็บเศษซากวัสดุในพื้นที่ให้หมด รวมทั้งที่ย่อยสลายได้ด้วยเพราะการสลายตัวของเศษพืชที่ฝังดินและน้ำท่วม ทำให้เกิดความร้อนและก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อรากพืช
  2. สภาพต้นไม้ เมื่อดินเริ่มแห้งให้พยายามสังเกตก่อนว่าต้นไม้นั้นรอดหรือตาย แม้ไม้ต้นทิ้งใบจนหมดยังไม่แน่ว่าจะตายเสมอไปอาจเป็นการผลัดใบเพื่อลดความต้องการอาหารรับสภาพน้ำท่วมราก หรือแม้กระทั่งผลัดใบตามฤดูกาลก็ได้ ให้ขูดหรือลอกเปลือกชั้นนอกของปลายกิ่งออกเพื่อดูชั้นท่อน้ำเลี้ยงใต้เปลือกหากยังเขียวสดอยู่อาจเป็นสัญญาณว่าต้นไม้มีโอกาสรอด แต่ถ้ากิ่งแห้งกรอบแปลว่ากิ่งนั้นเริ่มแห้งตายแล้วให้ลองทำเช่นเดิมไล่ลงมาทางลำต้นถ้าพบว่าแห้งมามาตลอดทางเป็นไปได้มากว่าระบบรากเสียหายจนเกินเยียวยาแล้ว แต่ถ้าไม่แน่ใจให้ใช้เวลาสังเกตอาการสักระยะ ถ้าต้นไม้ดูจะมีโอกาสรอดให้ตัดแต่งกิ่งโดยเอาใบแก่และกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มที่ใบไม่ได้รับแสงแดดออก เพราะใบพวกนี้ทำประโยชน์น้อยแต่กินอาหารมากไม่มีประโยชน์ (เหมือนนักการเมืองหลายคน : ห้ามลง) ทำเช่นนี้เพื่อเพิ่มโอกาสรอดของต้นไม้ กรณีต้นไม้ทรงตัวไม่ดีลำต้นเอียงจากตำแหน่งเดิม อาจเกิดจากดินทรุดตัวหรือตุ้มรากกระดกยกตัว ห้ามกดอัดดินให้แน่นหรือพยายามผลักดันให้กลับมาตั้งตรงในทันที แต่ให้หาไม้มาค้ำยันไว้ไม่ให้โค่นล้มก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ต้นไม้เองและสิ่งรอบข้าง หากต้นไม้ตายจึงค่อยตัดทอนลงในภายหลัง แต่ถ้ารอดก็ค่อยบำรุงจนแข็งแรงพอแล้วจึงค่อยๆปรับตั้งลำต้นให้ได้ระดับต่อไป
  3. น้ำ ห้ามรดน้ำเด็ดขาดต้นไม้ใบเหลืองหรือทิ้งใบเป็นเพราะต้นไม้ขาดน้ำแต่ไม่ใช่เพราะดินไม่มีน้ำแต่เพราะรากดูดซึมเสียหาย การลดปริมาณน้ำในดินจึงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพื่อสังเกตระดับน้ำในดินที่เหลืออยู่ให้ขุดหลุมในจุดที่ต่ำที่สุดบริเวณโคนต้น ขนาดกว้าง ๕๐ ซม.ลึก ๕๐-๑๐๐ ซม. หากโคนต้นเป็นโคกสูง ให้ขุดดินเป็นแนวร่องรอบกว้างและลึกเท่ากัน ขุดเป็นวงรัศมีเท่ากับทรงพุ่มไม้ต้นแล้วถ่ายน้ำออกโดยการสูบหรือง่ายที่สุดคือการวิดตักจนกว่าน้ำจะแห้ง ทั้งนี้ให้ป้องกันน้ำที่จะไหลมาเติมจากบริเวณอื่นด้วย
  4. ดิน ต้องไม่เดินย่ำบนดินรอบๆไม้ต้นเพราะจะเป็นการกดดินให้แน่นลดช่องว่างสำหรับช่องอากาศที่รากใช้หายใจ และยังอาจทำลายระบบรากดูดซึมที่ยังเหลืออยู่ ให้ใช้วัสดุแผ่นปูเป็นทางเดินเพื่อกระจายแรงกด ขณะน้ำท่วมขังและดินแฉะ หากพบว่าดินที่โคนต้นไม้เกิดความร้อนขึ้นจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ให้ใช้ไม้ไผ่กลวงหรือท่อเจาะรูปักไว้รอบโคนต้นเพื่อระบายความร้อนและก๊าซพิษ ในบางกรณีระดับพื้นดินที่โคนต้นยุบตัวลงอาจเป็นเพราะเนื้อดินไหลไปตามกระแสน้ำ หรือเกิดการทรุดตัว หรือการหดตัวของเนื้อดิน ในช่วงแรกยังไม่ควรรีบนำดินมาถมให้เต็มในทันที แต่ให้รอจนต้นไม้ฟื้นก่อนจึงค่อยเติมดินเป็นชั้นๆละไม่เกิน 20 ซม.ทุกๆ 1-3 เดือนจนกว่าจะได้ระดับ ฯลฯ
  5. อาหาร งดให้ปุ๋ยทางรากโดยเด็ดขาด ให้รอจนกว่าต้นไม้เริ่มผลิใบใหม่ที่เป็นสัญญาณแสดงว่าต้นไม้นั้นเริ่มฟื้นตัวแล้วจึงค่อยให้ปุ๋ยโดยเน้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แต่ห้ามใช้ปุ๋ยพืชสดเพราะอาจมีอันตรายต่อระบบรากที่ยังไม่แข็งแรง หรือหากจำเป็นอาจให้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เสริมโดยให้ในปริมาณครึ่งหนึ่งของที่ให้กันยามปกติ โดยให้รอบต้นเท่ารัศมีของทรงพุ่มเพราะเป็นตำแหน่งปลายรากหาอาหาร

ไม้พุ่ม (SHRUB)
ถ้าน้ำท่วมผ่านขังไม่เกิน ๓-๔ วันไม้พุ่มส่วนใหญ่ยังมีโอกาสรอด แต่หากนานถึง ๗ วัน ไม้พุ่มส่วนใหญ่จะตายหรืออาการสาหัสแล้ว ยิ่งนานไปโอกาสรอดก็น้อยลงทุกที เหตุเพราะระบบรากของไม้พุ่มมีจำกัดและกินดินตื้นกว่าไม้ต้น ดังนั้นเมื่อทำการสำรวจภูมิทัศน์ จะค่อนข้างง่ายในการวินิจฉัยเพราะหากไม้มีสภาพแห้งกรอบ บวกกับระยะเวลาท่วมขังก็พอจะคาดได้ว่าต้นไม้จะรอดหรือไม่ อย่างไรก็ตามอาจมีไม้พุ่มขนาดกลางและขนาดเล็กบางต้นที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ หรือแสดงสัญญาณบางอย่างของการมีชีวิต ก็ให้ตรวจสอบท่อน้ำเลี้ยงเช่นเดียวกับไม้ต้น ถ้าพบว่ายังเป็นสีเขียวอยู่ ให้ขุดดินโคนต้นดูปลายรากดูดซึมถ้ายังมีฝอยสีขาวๆหลงเหลืออยู่บ้างถือเป็นสัญญาณที่ดี ให้ทำการล้างรากอย่างทนุถนอม ก่อนราดด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของรากแล้วค่อยๆเติมดินปลูกใหม่หรือดินเดิมที่ปรับปรุงแล้วกลับลงไปอัดให้แน่นพอสมควร และค้ำยันลำต้นให้แน่นหนา ก่อนรดน้ำพอชื้นและพยายามรักษาดินให้มีความชื้นแต่ไม่แฉะ น้ำมากไปน้อยไปไม่เป็นผลดีกับการฟื้นตัวของต้นไม้ทั้งสิ้น ในกรณีไม้พุ่มปลูกในกระถางก็ให้ทำเช่นเดียวกันและการล้างรากจะทำได้ง่ายกว่าต้นที่ลงดิน ส่วนไม้พุ่มบางต้นที่แม้ต้นเริ่มจะแห้งกรอบและระบบรากเสียหายเกินแก้ไขแล้ว แต่หากยังพอมีกิ่งที่ยังเขียวอยู่ ให้เลือกตัดกิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดแล้วลองปักชำดูเพื่อรักษาพันธุ์ไว้อาจมีโอกาสรอด สำหรับไม้พุ่มขนาดใหญ่ (สูงมากกว่า ๑.๒๐ เมตร) ให้ทำเหมือนกับไม้ต้นทุกประการ

ไม้คุลมดินและหญ้า (Groundcovers and Turf)
ในพื้นที่น้ำท่วมขังไม้คุลมดินและหญ้าแทบไม่มีโอกาสรอด โดยเฉพาะหญ้าเพราะนอกจากระบบรากแล้วส่วนอื่นๆก็จะเน่าตายหมด แนะนำให้รื้อเศษซากทำความสะอาดแปลงปลูก ปรับปรุงคุณภาพดินปลูกและการระบายน้ำ ก่อนจัดหาพันธุ์ไม้มากปลูกใหม่ในภายหลัง ถือเป็นฤกษ์ดีที่จะปรับปรุงสวน หรือ ภูมิทัศน์ตามที่ตั้งใจไว้ และเป็นโอกาสที่จะได้แก้ไขจุดบกพร่องในพื้นที่ เช่น จุดน้ำท่วมขัง จุดที่รกรุงรัง กำจัดต้นที่ไม่ชอบแต่เกรงใจเปลี่ยนเป็นต้นที่ถูกใจอีกด้วย แต่อย่าลืมเลือกต้นไม้ที่เป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นที่ทนน้ำท่วมได้ไว้ส่วนหนึ่งโดยเฉพาะไม้ต้น เพราะปีหน้าหากน้ำท่วมแบบนี้อีกก็ยังพอจะมีต้นไม้เหลือเป็นกำลังใจได้บ้าง

ดิน
ดินมักถูกน้ำทำลายทั้งคุณลักษณะทางกายภาพ ทางเคมี และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในดินรวมทั้งพวกที่มีประโยชน์กับต้นไม้ด้วย แม้น้ำท่วมจะนำพาตะกอนที่เป็นประโยชน์แก่พืชมาด้วยแต่หน้าดินที่มากับน้ำดังกล่าวเหมาะกับการเกษตรกรรมมากกว่า ในทางตรงกันข้ามหากน้ำไหลแรงกลับจะทำให้สูญเสียหน้าดินที่เตรียมไว้สำหรับงานภูมิทัศน์ไปกับน้ำ อาจต้องสังเกตและพิจารณาเป็นกรณีไป นอกจากนี้หากน้ำท่วมขังโพรงอากาศในดินจะถูกแทนที่ด้วยน้ำ และเมื่อน้ำแห้งโพรงเหล่านี้จะยุบตัวลงทำให้ดินแน่นและยุบทำให้ขาดคุณสมบัติที่ดีในการปลูกต้นไม้ ในการสำรวจสภาพดินหากไม่พบสิ่งผิดปกติที่อาจเป็นสารเคมีที่ไหลมากับน้ำ ก็ยังสามารถฟื้นฟูได้โดยการปรับสภาพโดยการไถพรวนและพลิกตากแดดเป็นระยะจนดินแห้งแต่อย่าให้แห้งแข็ง นอกจากจะปรับโครงสร้างของดินให้โปร่งร่วนแล้วยังช่วยกำจัดเชื้อโรคที่อยู่ในดินอีกด้วย หลังจากนั้นปรับคุณสมบัติทางเคมีแก้ความเป็นกรด-ด่าง ใส่สารอินทรีย์และปุ๋ยที่ควรเน้นปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารแก่ดินโดยไม่มีผลลบกับคุณสมบัติทางกายภาพของดิน สำหรับในบางพื้นที่ที่น้ำท่วมจะเป็นการกระตุ้นชั้นดินเค็มหรือดินเปรี้ยวถูกดูดขึ้นมาบนดินผิวหน้า หากเป็นเช่นนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการแก้ไขที่ซับซ้อนกว่าข้างต้น อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไข

พบกับ สวนหลังน้ำลด Landscape after flood ตอน ๒ เร็วๆนี้
หมวดที่ ๒ สิ่งปลูกสร้างในภูมิทัศน์
1 พื้นต่างๆ : บนโครงสร้าง / บนค.ส.ล. / และบนทราย
2 รั้ว และประตู
3 ศาลา
4 เฉลียง
หมวดที่ ๓ งานระบบ
1 ระบบระบายน้ำ
2 ระบบจ่ายน้ำ
3 ระบบไฟฟ้า

 
Copyright © 2009 Thai Association of Landscape Architects. All rights reserved.